การละเล่นพื้นบ้านภาคใต้

ประเพณีเล่นเพลงเรือ

รายละเอียดการละเล่น

         การเล่นเพลงเรือ ส่วนหนึ่งเป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากประเพณีลากพระน้ำ ดังนั้นลางทีจึงได้เรียกกันว่า เพลงเรือพระซึ่งมักร้องเล่นกันในระหว่างมีงานประเพณีลากพระน้ำ แต่ลางแห่งก็จัดให้มีการเล่นสนุกกันในโอกาสที่มีงานทอดผ้าป่า ทอดกฐิน และงานฉลองรื่นเริงอีกด้วยในฤดูน้ำเดือน 11 เดือน 12 ซึ่งเคยมีอยู่ทางเกาะสมุย บ้านดอน ไชยา ท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และทางจังหวัดชุมพรก็มีชื่อเรื่องเพลงเรือมาก ตลอดจนที่บ้านแหลมโพธิ์ (ต. คูเต่า อ.หาดใหญ่ หรือ อ.บางกล่ำปัจจุบัน) ย่านทะเลสาบสงขลาหลายตำบลก็มีเล่นเพลงเรือเช่นกัน ปัจจุบันการเล่นเพลงเรือใกล้จะสูญเต็มที

          ตัวอย่างเพลงเรือที่นำมากล่าวถึงต่อไปนี้ได้มาโดยความบังเอิญ คือ เมื่อ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2513 นักวิชาการได้ไปขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดหัวเวียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี มีชายสติไม่ค่อยดีคนหนึ่งมานั่งร้องอยู่ที่ปากหลุม เห็นว่าไพเราะน่าสนใจจึงขอจดบันทึกไว้ได้ส่วนหนึ่งดังนี้

         เพลงเรือ 
          ชาวชุมพรเคยใช้ร้องเล่นกันอย่างสนุกสนาน ในหน้าน้ำนองเดือน 11 เดือน 12

          (ชาย)   เรือเอ๋ยเรือพี่                         ชื่อศรีไม้เกลือ               ข้างโคนทำพาย 
                    ข้างปลายทำสากเบือ สะเบือ)       ชื่อศรีไม้เกลือ               ทำสากเบือชายเอย 
          (หญิง)  เรือเอ๋ยเรือพี่                          ชื่อศรีไม้รัก                 ข้างโคนทำพาย 
                    ข้างปลายทำสวัก (หวัก)             ชื่อศรีไม้รัก                 ทำสวักชายเอย 
          (ชาย) เรือเอ๋ยเรือพี่                            ชื่อศรีไม้แก้ว                ข้าโคนทำพาย 
                    ข้างปลายทำแจว                    ชื่อศรีไม้แก้ว                ทำแจวชายเอย 
          (หญิง)  เรือเอ๋ยเรือน้อง                       ชื่อศรีไม้เหม็ด (เสม็ด)      ข้างโคนทำพาย 
                    ข้างปลายทำเบ็ด                     ชื่อศรีไม้เหม็ด              ทำเบ็ดชายเอย 
          (ชาย) เรือเอ๋ยเรือพี่                            ชื่อศรีไม้ไผ่                  ข้างโคนทำพาย 
                    ข้างปลายทำไก่                      ชื่อศรีไม้ไผ่                  ทำไก่หญิงเอย 
          (หญิง)  เรือเอ๋ยเรือน้อง                       ชื่อศรีไม้พง                 ข้างโคนทำพาย 
                    ข้างปลายทำกรง                     ชื่อศรีไม้พง                 ทำกรงชายเอย 
          (ชาย) เรือเอ๋ยเรือน้อง                         ชื่อศรีไม้มุด                 ข้างโคนทำพาย 
                    ข้างปลายทำกุฏิ์                      ชื่อศรีไม้มุด                 ทำกุฏิ์ชายเอย 
          (ประทุม ชุ่มเพ็งพันธ์. 2548, 224-225)

 

          เพลงเรือ เป็นเพลงพื้นบ้านของชาวไทยภาคกลางที่อยู่ตามริมลำน้ำ เช่น สุพรรณบุรี อ่างทอง อยุธยา ฯลฯ นิยมเล่นกันในหน้านาประมาณเดือน 11 - 12 อุปกรณ์ในการเล่นเพลงเรือคือ เรือของพ่อเพลงลำหนึ่ง และเรือของแม่เพลงลำหนึ่ง เครื่องดนตรีมีกรับธรรมดาหรือกรับพวง และฉิ่ง ถ้าเล่นกลางคืนจะต้องมีตะเกียงไว้กลางลำเรือ เนื้อร้องทั้งสองฝ่ายมาพบกัน พ่อเพลงก็จะพายเรือเข้าไปเทียบเกาะเรือแม่เพลงไว้ แม่เพลงเริ่มด้วยเพลงปลอบ หรือเพลงเกริ่น บางคณะจะเริ่มด้วยบทไหว้ครูก่อน จากนั้นแม่เพลงก็จะร้องประโต้ตอบเรียกว่า บทประ แล้วต่อด้วยชุดลักหาพาหนี หรือนัดหมายสู่ขอ แล้วต่อด้วยเพลงชุดชิงชู้ และเพลงตีหมากผัว เมื่อเลิกก็จะมีเพลงจาก แสดงความอาลัยอาวรณ์ 
(เพลงเรือ
http://www.student.chula.ac.th/) หรือการขับเพลงให้ลงกับจังหวะพาย ผู้พายก็ต้องฟังเสียงเพลง ผู้ขับเพลงเรือหรือแม่เพลงต้องเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบที่จะหาคำ หรือหยิบยกเอาเหตุการณ์สิ่งแวดล้อม เข้ามาสอดแทรกเข้าไปให้เหมาะสม อาจเป็นแข่งขัน ยกย่อง เสียดสีซึ่งทำให้ผู้ฟังสนุกไปด้วย ก่อนการเล่นเพลงต้องมีการกล่าวกลอนไหว้ครูเสียก่อน จากนั้นจึงจะเอื้อนกลอนพรรณนาหรือชักชวนให้คนอื่นมาเล่นด้วย โดยใช้วิธีว่ากลอนกระทบกระทั่งกระเช้าเย้าแหย่ จนคู่โต้มิอาจจะทนอยู่ได้ จึงเกิดการเล่นเพลงเรือโต้ตอบกันขึ้น การโต้ตอบกันด้วยเพลงเรือ บางทีก็เผ็ดร้อนใช้คารมที่คมคายบางทีก็อาจเป็นทำนองรักหวานชื่น ทั้งนี้แล้วแต่โอกาสและสถานการณ์ 

          จังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดหนึ่งที่สืบทอดประเพณีชักพระมาตั้งแต่โบราณ มีทั้งการชักพระทางบกซึ่งชักลากรถหรือเลื่อนที่ประดิษฐานบุษบกพระไปตามถนนหนทาง กับการชักพระทางน้ำ ซึ่งชักลากเรือบุษบกพระไปตามแม่น้ำลำคลอง บางทีก็ออกสู่ทะเล โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลา การชักพระทางน้ำนี้เองเป็นต้นกำเนิดของการเล่นเพลงเรือของภาคใต้ โดยเฉพาะเพลงเรือแหลมโพธิ์ ของจังหวัดสงขลา ที่เล่นสืบทอดประเพณีกันมานานนับร้อยปี เพลงเรือมีศูนย์กลางการเล่นอยู่ที่บริเวณแหลมโพธิ์ ซึ่งเป็นแหลมเล็กๆ ยื่นลงไปในทะเลสาบสงขลา พื้นที่ประมาณ 5 ไร่ อยู่ทางตอนเหนือของหมู่ที่ 3 บ้านแหลมโพธิ์ ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นเพลงที่พวกฝีพายเรือยาวร้องเล่นในเรื่อร่วมกับประเพณีชักพระ เพื่อชักลากเรือบุษบกพระไปสู่จุดนัดหมายในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 

          เพลงเรือแหลมโพธิ์เป็นเพลงเรือเช่นเดียวกันกับเพลงเรือที่มีเล่นในภาคกลางของประเทศไทยมีลักษณะเป็นประเพณีราษฎร์ แต่ความน่าสนใจศึกษาเฉพาะกรณีของเพลงเรือแหลมโพธิ์อยู่ที่เพลงเรือแหลมโพธิ์เป็นเพลงเรือที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่มีที่ใดเหมือน หากว่าเพลงเรือแหลมโพธิ์เป็นเพียงเพลงที่เล่นกันในเรือ ว่าโต้ตอบกันระหว่างหนุ่มสาวแล้ว เพลงเรือแหลมโพธิ์ก็คงจะแตกต่างจากเพลงเรือของภาคกลางดังกล่าวเพียงพื้นที่เล่นและภาษาในเพลงซึ่งเป็นภาษาถิ่นเท่านั้น แต่เพลงเรือแหลมโพธิ์นอกจากเป็นเพลงเล่นในเรือแล้ว ในส่วนอื่นๆ จะไม่เหมือนกับเพลงเรือในภาคกลางเลย  ซึ่งแต่เดิมคนทั่วไปมักเข้าใจว่าเพลงเรือนั้นมีเพียงรูปแบบเดียว คือเพลงเรือของภาคกลาง โดยเฉพาะแถบจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี สิงห์บุรี และอ่างทองเท่านั้น

 

ชื่อเพลงเรือแหลมโพธิ์ 

          เพลงเรือแหลมโพธิ์นี้เรียกชื่อตามสถานที่ที่เป็นจุดนัดหมายที่เรือเพลงชักพระมารวมกัน คือที่แหลมโพธิ์แล้วขึ้นเล่นเพลงเรือกันต่อบนบริเวณแหลมโพธิ์ด้วย จากการศึกษาเกี่ยวกับชื่อเพลงเรือแหลมโพธิ์ แม้พื้นที่ในเขตอำเภอหาดใหญ่เพียงเขตเดียวก็เรียกชื่อต่างๆ กันออกไป เช่นตำบลแม่ทอมจะเรียกเพลงเรือตำบลคูเต่าเรียกเพลงยาวบ้างเพลงเรือยาวบ้าง ตำบลบางกล่ำ บ้านหนองม่วงนั้นเรียกว่าเพลงยาวและเรียกเพลงเรือสั้นๆ ขนาด 2 3 กลอนจบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพลงของพวกขี้เมาว่าเพลงเรือบกพระมหาเจริญ เตชะปุญโญ แห่งที่พักสงฆ์บ้านแหลมโพธิ์กล่าวว่ามีคำเรียกเพลงเรืออีกคำหนึ่งคือคำว่า เพลงร้องเรือ แต่ในจำนวนทั้งหมด คำว่าเพลงยาวเป็นคำที่เรียกที่เก่าแก่ที่สุดในเพลงชมนมพระของนายพัน โสภิกุล ได้กล่าวถึงชื่อนี้ไว้กลอนหนึ่งว่าบ้างร้องเพลงยาวรำเพลงต่างต่างคำว่าเพลงยาวนี้ได้รับการยืนยันจากผู้สูงอายุในพื้นที่เก็บข้อมูลเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นคำตัดมาจากคำว่า  เพลงเรือยาวเพราะแต่เดิมเรือที่ใช้ชักพระและเล่นเพลงนั้นจะเป็นเรือยาวแทบทั้งนั้น ด้วยว่าเรือยาวเป็นเรือสำหรับพวกผู้ชาย ส่วนเรือสำหรับพวกผู้หญิงนั้นเรียกเรือเพรียว  เรือเหล่านี้มักเป็นของวัด จะมีกันวัดละหลายๆ ลำ อย่างวัดอู่ตะเภา วัด
คูเต่ามีมากถึงวัดละ 7-8 ลำ เพิ่งมาตอนหลังเมื่อมีการตัดถนนเข้าสู่หมู่บ้านมากขึ้น ความจำเป็นใน
การใช้เรือน้อยลง เรือเหล่านั้นก็ถูกขายไปเป็นอันมาก แต่เป็นที่น่ายินดีที่วัดอู่ตะเภาได้จัดสร้างเรือยาวขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ในพิธีชักพระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คำว่า
เพลงเรือยาวจึงน่าจะเป็นคำที่เก่ากว่าและชาวบ้านก็ยังคงนิยมเรียกอยู่พอๆ กับคำว่าเพลงยาวอย่างไรก็ตาม แม้คำว่าเพลงยาวนี้จะเป็นชื่อเก่าของเพลงเรือแหลมโพธิ์ก็ตามแต่หากกล่าวขึ้นมาโดยที่ผู้รับฟังยังไม่ทราบถึงความหมายของผู้กล่าวแล้ว ก็ชวนให้สื่อความผิดไปถึงเพลงยาวที่หมายถึง กลอนสื่อรักของคนไทยโบราณก็ได้
ส่วนคำว่าเพลงร้องเรือนั้น เป็นคำใหม่กว่า หมายถึง เพลงร้องในเรือขณะที่ชักพระแต่คำว่าเพลงร้องเรือนี้ โดยความหมายทั่วไปในจังหวัดสงขลาหรือจังหวัดใกล้เคียงของภาคใต้ หมายถึง เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งในแถบบ้านแหลมโพธิ์ เรียกเพลงชาน้องดังนั้นหากไปเรียกเพลงเรือแหลมโพธิ์ในที่อื่นว่า เพลงร้องเรือแล้ว ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาการสื่อความเข้าใจได้ คงจะด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว จึงได้เกิดการเรียกเพลงเรือยาว  เพลงเรือหรือเพลงร้องเรือเสียใหม่ในปัจจุบันว่าเพลงเรือแหลมโพธิ์ซึ่งก็ไม่อาจจะทราบได้ว่าใครเป็นผู้เริ่มต้นเรียกชื่อนี้เป็นคนแรกอีกเช่นกัน

          อย่างไรก็ตาม แม้คำว่าเพลงเรือแหลมโพธิ์จะเป็นชื่อใหม่ที่เพิ่งใช้กันมาไม่นานนักแต่ก็เป็นชื่อที่บอกลักษณะการเล่น ขณะเดียวกันก็ได้บอกพื้นที่ไว้อย่างชัดเจนที่สุด ทั้งจะได้เป็นชื่อที่เข้าใจกันทั่วไป ไม่ต้องเป็นปัญหาให้สับสนกันอีกด้วย

 

ประวัติเพลงเรือแหลมโพธิ์ 

          ปรานี วงษ์เทศ กล่าวว่าปัญหาเกี่ยวกับกำเนิดของเพลงพื้นบ้านนับเป็นปัญหาที่ยุ่งยากที่สุด
เราสามารถศึกษาได้จากการสันนิษฐานเท่านั้นก็เช่นเดียวกันกับปัญหาเรื่องกำเนิดของเพลงเรือแหลมโพธิ์   เป็นที่เชื่อกันว่าประเพณีการชักพระทางน้ำเป็นต้นกำเนิดการเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์
การชักพระทางน้ำเกิดขึ้นจากศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีพื้นภูมิอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นลุ่มน้ำ ไม่มีเส้นทางบกอื่นใดอันอาจจะอัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานบนรถหรือเลื่อนชักลากไปได้ จึงได้คิดหาวิธีใหม่อัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานบนเรือชักลากไปแทน
 ซึ่งก็ทำให้ได้รับศรัทธาผลสมจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน 

          เรือพระทางน้ำนั้นก็ได้รับการประดับตกแต่งทั้งตัวเรือปละนมพระ (พนมพระหรือมณฑปพระ) เช่นเดียวกับการชักพระทางบก บางทีอาจจะวิจิตรพิสดารกว่าเรือพระทางบกเสียด้วยซ้ำไป ทั้งนี้เรือพระน้ำในสมัยโบราณบางลำใช้เรือยาวผูกขนานต่อติดกันถึง 3 ลำเรือพระยิ่งลำใหญ่เท่าใดก็ยิ่งต้องอาศัยแรงชักลากจากฝีพายเรือชักลากมากลำขึ้นเท่านั้นด้วยแรงศรัทธาและความเชื่อที่ว่าเมื่อพระหลบหลัง ฝนจะตกหนักกับความบันดาลใจในความวิจิตรงดงามด้วยศิลปะพื้นบ้านที่แข่งสีสันตัดกันลานตาของเรือพระ กับสีสันของเสื้อผ้าอาภรณ์และหน้าตาของสตรีเพศทั้งที่ไม่อาจไปร่วมในการชักพระ เพียงแค่มายืนส่งสลอนอยู่บนสองฝั่งคลองกับสตรีเพศที่ร่วมลำไปด้วยในกระบวนชักพระนั้น ทำให้คนพื้นบ้านภาคใต้ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นผู้ที่มีอารมณ์ทางกาพย์กลอนสูงอยู่แล้วได้เกิดปฏิภาณเป็นถ้อยคำร้อยเรียงดังๆ ออกมาคนหนึ่งแล้วคนอื่นๆ ในกลุ่มก็มีอารมณ์ร่วมรับตามต่อๆ กัน เมื่อเห็นว่าการร้องรับกันแบบนี้สนุกและทำให้เกิดพลังความฮึกเหิม เป็นสื่อร่วม กำหนดให้ลงฝีพายพร้อมๆ กัน สามารถบรรลุถึงจุดหมายของกิจกรรมชักพระร่วมกันได้ ก็นิยมกันว่าเป็นสิ่งดี เป็นวัฒกรรมแห่งสมัยที่ควรจดจำไว้ปฏิบัติอีกในคราวต่อๆ ไป จนกระทั่งพัฒนามาเป็นเพลงเรือแหลมโพธิ์ในที่สุด

          ในชั้นแรก เพลงเรือแหลมโพธิ์คงจะเป็นเพลงกลอนด้นหรือกลอนปฏิภาณที่มีความยาวไม่มากนัก อาจจะ 2-3 กลอน หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย ว่าร้องรับวนเวียนต่อกันไปตลอดทางทั้งไปและขากลับ เมื่อคิดขึ้นได้ใหม่ก็ค่อยเพิ่มกลอนมากขึ้น ทั้งนี้เพราะเพลงเรือแหลมโพธิ์มิได้เคร่งครัดในรูปแบบนัก เพลงที่กลอนขาดไปก็ยังสามารถใช้เล่นได้ ต่อมาจึงได้เตรียมตัวล่วงหน้าจากความงามของเรือพระที่สร้างขึ้นในปีนั้น จากประวัติความเป็นมาของการชักพระจากคนสวยในหมู่บ้าน จากเหตุการณ์ที่ซุบซิบติดอันดับในรอบปี เหล่านี้ทำให้เกิดเป็นเพลงกลอนผูกขึ้น เพลงเหล่านี้มักกลอนดี ความหมายดี มีความยาวมาก บางเพลง เช่นเพลงชมนมพระของนายพัน โสภิกุล ซึ่งเป็นเพลงเก่าเพลงหนึ่งมีความยาวถึง 91 กลอน ทั้งนี้โดยนับจากจำนวนกลอนที่มีอยู่ตามที่ได้บันทึกได้ เมื่อได้ศึกษารูปแบบและเรื่องราวแล้วเชื่อว่าเพลงนี้แต่เดิมยังจะต้องมีความยาวมากกว่านี้แน่นอน ความจริงที่เกี่ยวกับเพลงเรือประการหนึ่งที่ว่า เพลงเรือแหลมโพธิ์นั้น นิยมแต่งเล่นปีต่อปี ปีใหม่ก็แต่งใหม่ เพราะถือว่าผู้ที่เอาเพลงเก่ามาเล่นใหม่นั้นสิ้นภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ประกอบกับสังคมพื้นบ้านไม่ได้เป็นสังคมอนุรักษ์ จึงไม่มีใครคิดสนใจเก็บรักษาไว้ เพลงเก่าจริงๆ จึงหาได้ยาก ที่เหลืออยู่ก็จำขาดตก บางทีก็ผิดเพี้ยนไปจากเดิม ในบรรดาเพลงทั้งหมดในจำนวน 55 เพลงที่เก็บได้ในขณะนี้ เพลงชมเรือพระของนายสังข์ ไชยพูล เป็นเพลงที่เก่าแก่อย่างน้อยก็เกือบ 2 ชั่วอายุคน นายสังข์เล่าว่า “....แม่เล่าให้ฟังว่าเพลงนี้มีมาแต่โบราณนานแล้วมีบางเพลงที่อาจระบุได้จากเรื่องราวในเพลง แต่อายุคงไม่ถึง 100 จึงไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับอายุของเพลงเรือแหลมโพธิ์นี้ได้

 

เรือแหลมโพธิ์ 

          ยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเรือกระบวนชักพระทุกลำหรือทุกกระบวนจะต้องมีการเล่นเพลงเรือมาด้วย ภิญโญ จิตต์ธรรม กล่าวถึงประเพณีชักพระทั่วๆ ไปและได้กล่าวถึงการเล่นเพลงเรือไว้แต่ไม่ชัดเจนว่า ในค้นวันขึ้น 14-15 ค่ำ เดือน 11 พวกเรือพายเรือหรือเพลงเหล่านี้ก็จะออกซ้อมพาย ซ้อมความเร็ว เมื่อเหนื่อยมากแล้วบางทีก็จะพายช้าๆ พร้อมทั้งร้องเพลงเรือไปด้วยซึ่งนั่นก็หมายความว่าในการชักพระทางน้ำจะมีการร้องเพลงเรือเล่นด้วย แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ใด อันนี้ก็ตรงกับที่นายเฮด แก้วกุลนิล อายุ 60 ปี (พ.ศ. 2528) ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนพอขึ้น 7-8 ค่ำ เรือแข่งจากบางทิง บางหยี โคกขี้เหล็กมาซ้อมแข่งที่คูเต่า (ในคลองอู่ตะเภา) ทั้งนั้น ทั้งเพลงเรือเพลงบอก ยิ่งค้น 15 ค่ำคนเหมือนใบไม้

          ตามที่ได้ศึกษาข้อมูลพบว่าชุมชนของ 3 อำเภอบริเวณริมทะเลสาบสงขลา คืออำเภอเมือง อำเภอหาดใหญ่และอำเภอรัตภูมิมีการเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์กัน โดยเฉพาะตำบลคูเต่า ตำบลแม่ทอมและตำบลบางกล่ำ อำเภอหาดใหญ่พบว่าเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์กันมากที่สุดในจำนวนเพลงที่ใช้เป็นข้อมูล 55 เพลง เป็นเพลงที่ได้จากแม่เพลงบหรือนักต่างเพลงที่อยู่ในพ้นที่นั้นถึง 39 เพลงบ นอกนั้นได้จากอำเภอเมือง 1 เพลง อำเภอรัตภูมิ 5 เพลง ไม่ปรากฏพื้นที่ 10 เพลง ยังไม่ได้สอบปากคำทั่วถึงไปทุกชุมชนที่เคยชักลากเรือพระมายังแหลมโพธิ์ตั้งแต่อดีต ซึ่งยังไม่อาจะระบุได้ว่าทุกกระบวนเรือจะต้องเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์ด้วย แต่อย่างไรก็ตามจากการสอบปากคำผู้สูงอายุพอสรุปได้ว่า ชุมชนที่ชักพระมายังแหลมโพธิ์เท่าที่เคยมีมาคือ 

          เขตอำเภอหาดใหญ่ ได้แก่ บางโหนด หัวควาย ท่าแซ คลองแห บ้านหาร บางนำ บางกล่ำ

คูเต่า แม่ทอม ท่านางหอม ท่าเมรุ บางทิง บางหยี โคกขี้เหล็ก

          เขตอำเภอรัตภูมิ  ได้แก่  ควนโส  ปากรอ  ปากจ่า  บางเหรียง  ปากบางภูมี 

          เขตอำเภอเมือง  ได้แก่  ทำนบ  สทิงหม้อ  เกาะยอ

 

          ยังมีชุมชนที่ชักพระมาแหลมโพธิ์อีก นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งชุมชนเหล่านั้นได้มีบันทึกอยู่ในเพลงชมนมพระของนายพัน โสภิกุล คือ
                    เรือพระวัดดอนรีบจรผันผาย 
                    วัดพ่อท่านครูอยู่หลังไม่ได้ 
                    พ่อท่านไม่อายท่านไม่ใช่คนหนอย 
                    เรือพระที่มาวาสนาน้อยน้อย 
                    ซึ่งจะล่องลอยตามหลังยังมี 
                    เรือพระคูเต่าเหล่าพวกพี่น้อง 
                    ชักมาตามคลองช่องกว้างทางเรือ
                    บางเหรียงบางกล่ำสักกะลำไม่เหลือ 
                    ชาวใต้ชาวเหนือเป็นเยื่อเป็นใย 
                    ท่าม่วงปากบางยางห่างเกาะใหญ่ 
                    บ้านนอกบ้านในถัดไปหาดบ่อ 
                    อ่าวทอกอ่าวทึงเกาะผึ้งเกาะยอ 
                    ท่าเมรุห้วยหรอยวนยางบางหยี 
                    น้ำรอบหนองม่วงก็ไม่ลวงลีกที 
                    บางกล่ำบางหยีสักปีไม่เปล่า 
                    ในทอนบ้านควนบ้านสวนคูเต่า 
                    ถัดไปอู่เภาวัดเก่าหัวควาย 
                    บางโทงบ้านหารเป็นย่านเรียงราย 
                    ถัดแต่นั้นไสร้ผมไม่เคยโร้ 
                    ไม่สิ้นไม่สุดเอาไปหยุดแหลมโพธิ์

         

          จะเห็นได้ว่าเพลงนี้ได้บันทึกชื่อชุมชนที่ชักพระมาแหลมโพธิ์ที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นคือ วัดดอน บ้านใต้ บ้านเหนือ บ้านท่าม่วง บ้านยางห่าง บ้านเกาะใหญ่ บ้านนอก บ้านใน บ้านหาดบ่อ บ้านอ่าวทอก บ้านอ่าวทึง บ้านเกาะผึ้ง บ้านห้วยหรอ บ้านยวน บ้านยาง บ้านน้ำรอบ บ้านหนองม่วง บ้านในทอน บ้านสวน คูเต่า บ้านอู่ตะเภา และบ้านบางโทง ซึ่งก็ยังเห็นได้ว่าชุมชนดังกล่าวทั้งหมดก็ยังอยู่ในบริเวณลุ่มทะเลสาบเขตอำเภอหาดใหญ่ อำเภอรัตภูมิและอำเภอเมืองนั่นเอง 
          ชุมชนเหล่านี้ ไม่ได้นำเรือพระมาชุมชนละลำ แต่จะร่วมมือกันระหว่างชุมชนโดยมีวัดเป็นตัวเชื่อมช่วยกันสร้างเรือพระขึ้น แล้วร่วมกันชักลากนัดหมายกันมายังแหลมโพธิ์ เรื่องจำนวนเรือพระที่มายังแหลมโพธิ์ พระมหาเจริญ เตชะปุญโญ ได้กล่าวไว้ในหนังสือประวัติของแหลมโพธิ์ว่าเรือพระวัดต่างๆ นั้น นับจำนวนแล้ว แต่ละปีไม่น้อยจาก 30-40 วัด6  ซึ่งก็หมายถึง 40 ลำนั่นเอง แสดงว่าชุมชนที่นำเรือพระมานอกเหนือจากที่กล่าวแล้วข้างต้นยังมีอีกแน่นอน

 

ธรรมเนียมนิยมในการเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์

          ธรรมนิยมของการเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์น่าสนใจไม่แพ้เพลงพื้นบ้านอื่นๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเสมือนภาพสะท้อนความเป็นพื้นบ้านในแง่มุมต่างๆ ที่เรายังไม่เคยสัมผัสหรือสัมผัสแล้วแต่ยังไม่ถึงแก่นแท้ของมัน ธรรมเนียมนิยมของการเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์แยกกันกล่าวให้ชัดเจนเป็น 5 ประการดังนี้คือ 

          - วันเล่น เพลงเรือแหลมโพธิ์จะเล่นจริงๆ ก็เฉพาะในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11อันเป็นวันชักพระเพียงวันเดียวเท่านั้น หมดวันก็สิ้นสุดการเล่นกันในรอบปี ส่วนก่อนหน้าวันชักพระจะมีซ้อมเล่นกันทั่วไป ตั้งแต่วันเดือน 11 เริ่มแล้ว และค่อยๆ มากขึ้นๆ จนกระทั่งมากที่สุดในวันขึ้น 15 ค่ำ อันเป็นวันออกพรรษา ดังคำบอกเล่า ของนายเฮด แก้วกุลนิลที่ว่า  “.....ยิ่งคืน 15 ค่ำ คนเหมือนใบไม้ดังกล่าวแล้ว

          - สถานที่เล่น การเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์นั้นมีจุดที่นัดพบกันจุดสำคัญคือแหลมโพธิ์อันเป็นจุดหมายปลายทางที่เรือพระทุกลำมาหยุดพักเพื่อถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ที่มากับเรือพระแล้วประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ที่แหลมโพธิ์จึงเป็นสถานที่ที่เพลงเรือทุกลำและจากทุกแห่งในวันนั้นจะต้องขึ้นไปพบกันร้องเล่นเพลงเรือจนกระทั่งเสร็จพิธีพระ อัญเชิญเสด็จพระกลับวัดเรือพระบางวัดอาจไม่กลับวัดเลยทีเดียวก็จะพากันไปต่อที่หาดหอยซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งปากครองอู่ตะเภาทางทิศตะวันตกของแหลมโพธิ์ไม่ไกลมากนัก ที่หาดหอยจึงเป็นสถานที่เล่นเพลงเรืออีกแห่งหนึ่งที่รองลงไปจากที่แหลมโพธิ์ ที่ว่ารองลงไปก็เพราะว่าหาดหอยไม่ใช่สถานที่เรือพระจะต้องนัดกันไปพบกันทุกำลำเหมือนอย่างที่แหลมโพธิ์นั่นเอง แต่กล่าวกันว่านอกจากที่แหลมโพธิ์แล้ว ที่หาดหอยนี่แหละเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์สนุกนัก 

          - วิธีเล่น ธรรมเนียมนิยมที่เกี่ยวกับวิธีเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์นี้มีหลายประการด้วยกันคือ 
          - เพลงเรือแหลมโพธิ์ไม่เป็นเพลงปฏิพากย์ ไม่มีการเล่นโต้ตอบกันระหว่างคณะ นายดำ มณีภาค อายุ 90 ปี (พ.ศ. 2527) อดีตแม่เพลงคนหนึ่งเล่าถึงเรื่องการเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์ให้ฟังสรุปได้ว่า “การเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์ไม่เจาะจงถึงใครคนหนึ่งคนใดโดยเฉพาะว่ากราดไปทั่วๆ จึงไม่มีการ
โต้ตอบลักษณะปากต่อปาก คำต่อคำ อย่างเรือพระลำหนึ่งมีเรือยาวชักลากไป 4-5 ลำ เรือทั้ง 4-5 ลำ 
ต่างก็ว่าเพลงของตัวเองไป เพลงลำใครก็นั้นแต่ก็สนุก เมื่อพบลำอื่นก็จะว่าแข่งเสียงกัน ไม่โต้กัน

          - เพลงเรือแหลมโพธิ์ที่เล่นในเรือ ซึ่งก็เป็นเรือยาวชักเรือพระนั่นเอง เรือยาวลำใหญ่ๆ จุฝีพายได้ถึง 25 คน แต่ที่ไม่เป็นเรือยาวซึ่งมีฝีพายแค่ 4-5 คนก็มี การเล่นในเรือนี้เริ่มต้นตั้งแต่เริ่มชักลากเรือพระออกจากหน้าวัด จนถึงแหลมโพธิ์ เรือพระวัดใดอยู่ใกล้แหลมโพธิ์ก็มีเวลาอยู่ในเรือน้อยกว่าเรือพระที่วัดอยู่ไกล แล้วจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่การเล่นเพลงจะขึ้นไปเล่นบนบกด้วย นั่นคือเมื่อชักพระมาถึงแหลมโพธิ์แล้ว ช่วงเวลาที่จะเสร็จถวายภัตตาหารเพลพระและพิธีทางศาสนา เป็นช่วงที่เพลงเรือทุกคณะจะขึ้นมาเล่นสนุกกับบนแหลมโพธิ์ เป็นช่วงการเล่นเพลงที่สนุกไปอีกแบบหนึ่งไม่แพ้การเล่นในเรือ 

          - ไม่มีเครื่องดนตรีใดๆ ประกอบการเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์ ไม่มีฉิ่ง กรับหรือเครื่องให้จังหวะ ไม่มีแม้แต่เสียงปรบมือ มีก็แต่เสียงพายที่จ้ำลงในน้ำพร้อมๆ กันเท่านั้นเพลงที่เล่าถึงประวัติ เพลงชมความงาม การพายก็มักจะพายจังหวะช้าๆ เพลงเสียดสีสังคม เพลงสะท้องสภาพสังคม เพลงสนุกตลกขบขัน ก็จะลงจังหวะพายเร็วๆ ทำให้เกิดความสนุกสนานคึกคัก 

          - การเริ่มเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์ก็ไม่ต้องไหว้ครู จะเริ่มต้นเพลงตรงไหนอย่างไรก็ได้ ในจำนวน 55 เพลงที่เก็บได้ขณะนี้ พบเพียงเพลงเดียวที่ขึ้นต้นเหมือนกับการไหว้ครู คือเพลงชักพระเกี้ยวสาวของนายไข่ สุขสวัสดิ์ อายุ 66 ปี (พ.ศ. 2528) เป็นผู้แต่งและเป็นแม่เพลงเอง ดังเนื้อร้องที่ว่า

        มือข้าทั้งสองยกประคองขึ้นตั้ง 

        ยกขึ้นเหนือเศียรรั้งตั้งความวันทา 

        ไหว้พระพุทธพระธรรมได้จำกายา 

        ทุกค่ำเวลาวันทาชุลี

          เล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์ มีธรรมเนียมนิยมอย่างหนึ่งคือ การขึ้นต้นกลอนแรกของเพลงต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า “ขึ้นข้อ....ในความว่าขึ้นข้อต่อกล่าวซึ่งพบมากที่สุด เช่น
                    ขึ้นข้อต่อกล่าวเรื่องราวลากพระ    (เพลงกล่อมเรือลากพระ) 
                    ขึ้นข้อต่อกล่าวเรื่องสาวสมัย        (เพลงสาวสมัย) 
                    ขึ้นข้อต่อกล่าวเรื่องเท้าแก้แลน     (เพลงเท้าแก้แลน) 
                    ฯลฯ        

          คำขึ้นต้นด้วยขึ้นข้อ....อย่างอื่นก็ยังมีอีก เช่นขึ้นข้ออธิบายและขึ้นข้อต่อไปเป็นต้น และมีบ้างที่ขึ้นต้นด้วยถ้อยความอื่นที่มีความหมายทำนองขึ้นข้อ....คือคำว่ายกข้อ....ซึ่งก็ได้แก่

                    ยกข้อต่อกล่าวไอ้สาวขายหม้อ      (เพลงสาวขายหม้อ) 
                    ยกข้อขึ้นข้อถึงหมอเมืองนอก      (เพลงฉีดยา) 
                    ยกข้อต่อกลอนเป็นสุนทรเพลงยาว (เพลงชมสาว) 
                    ยกข้อตั้งข้อขอนาระพัน             (เพลงพันทอง) 
                    ฯลฯ          

          อย่างไรก็ตาม การขึ้นต้นวรรคแรกด้วยคำดังกล่าวมาแล้วก็ไม่ใช่เป็นเรื่องเคร่งครัดเป็นแต่เพียงเป็นสิ่งที่พึงสังเกตไว้เท่านั้น เพลงส่วนใหญ่ที่ขึ้นต้นด้วยความอย่างอื่นตามใจผู้แต่งเพลงมีเป็นอันมาก และอีกประการหนึ่ง ในการศึกษาเพลงเรือแหลมโพธิ์ จากแม่เพลงหมู่ที่ 3 ตำบลแม่ทอม พบว่าเพลงของนายไข่ สุขสวัสดิ์ แม่เพลงต้องตั้งอีโหย้3 ครั้ง คือโห่ 3 ลา  ก่อนที่จะเริ่มต้นเพลง ซึ่งลูกคู่จะรับว่าฮิ้ว ดังนี้

                   อีโหย้........................  (ลูกคู่รับ)ฮิ้ว

                   อีโหย้........................  (ลูกคู่รับ)ฮิ้ว

                   อีโหย้.........................  (ลูกคู่รับ)  ฮิ้ว

          ในขณะที่เพลงของนายบุญสุข ช่วยชูสกุล และแม่เพลงจากหมู่ที่ 3 บ้านแหลมโพธิ์ ตำบล

คูเต่า นายเชือน แก้วประกอบ และนายพัน โสภิกุล ใช้อีโหย้ต่อเมื่อจบเพลงเท่านั้น ดังนั้นเพลงกล่อมสาวของนายบุญสุข ช่วยชูสกุล ที่จบลงว่า
                    อีโหย้..........................  (ลูกคู่รับ)ฮิ้ว” (3 ครั้ง )

          อย่างไรก็ตาม เรื่องการตั้งอีโหย้ไม่ว่าตอนเริ่มเพลเรือจบเพลงก็ไม่ใช่เรื่องเคร่งครัดเช่นเดียวกัน

          - ในการเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์บางเพลง โดยเฉพาะเพลงทำนองเสียดสีและตลกขบขัน ในคณะมักจะแต่งชุดทำนองแฟนซีหรือชุดตลกขบขันประกอบการเล่นเพลงด้วยการแต่งทำนองแฟนซี
หรือชุดตลกขบขันประกอบการเล่นเพลงนี้ บางทีแม่เพลงแต่งเสียเองบางทีลูกคู่คนหนึ่งคนใดแต่ง ก็มีเหมือนกันที่เอาคนอื่นที่ไม่ใช่ทั้งแม่เพลงและลูกคู่เข้ามาแต่งประกอบ และบางทีก็เอาสัตว์ มาเข้าฉากประกอบเพลงดูเป็นการทรมานสัตว์ไปก็มี การเล่นสนุกสนานแบบนี้จะมีเล่นกันบนแหลมโพธิ์
ในวันชักพระเท่านั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสังข์ ไชยพูล ได้เล่าให้ฟังประกอบเพลงเท้าเก้าแลนว่า 
เมื่อก่อน ถ้าอีก 2-3 วันจะถึงวันชักพระเกิดผมหาแลนเป็นๆ ได้สักตัวก็จะผูกไว้ เอาไปด้วยในวันชักพระ เที่ยวเดินจูงแลนว่าเพลงกันเป็นที่สนุก

          นายวร ชูสกุล ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้เล่าถึงเรื่องการแต่งชุดตลกประกอลการเล่นเพลงฉีดยาซึ่งนอกจากเป็นเพลงตลกขบขันแล้วยังสะท้อนภาพสังคมให้เห็นเป็นอย่างดีด้วยว่าปีนั้นผมแต่งเป็นหมอ ถือเข็มฉีดยาอันโตทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ เดินตามหลังลูกคู่ที่เข็นรถเข็นซึ่งมีคนซึ่งสมมติว่าเป็นคนป่วยนอนอยู่ วันนั้นที่แหลมโพธิ์คนเขาดูผมกันทั้งนั้นและนายวร ชูสกุลนี่เอง ที่แหลมโพธิ์ เมื่อวันชักพระปี พ.ศ. 2527 ได้แต่งเพลงพรหมสามหน้าเป็นแม่เพลงเอง แต่งชุดตลกประกอบ โดยเอาลูกคู่ 3 คนนั่งขัดสมาธิหันหลังเข้าหากันสมมติแทนก้อนเส้าซึ่งเป็นปริศนาของเพลงพรหมสามหน้า
(ซึ่งปกติพรหมนั้นต้องมีสี่หน้า) มีลูกคู่คนอื่นๆ เป็นผู้ช่วยแบกกระทะกับไก่ชำแหละแล้วถอนขนเรียบร้อย 1 ตัว ใช้ประกอบการแสดง คราวนั้นคณะนายวรไม่ได้เดินว่าเพลง แต่จะมีการเคลื่อนย้ายไปว่าเพลงเป็นจุดๆ ตั้งแต่ 10.00 น. จนกระทั่ง 15.00 น. เรียกความสนใจจากผู้ที่มาเที่ยวแหลมโพธิ์เป็นอันมาก

          การแต่งเพลงนิยมกันว่าต้องแต่งเล่นกันปีต่อปี แต่งเล่นแล้วก็แล้วกันไปปีใหม่ก็แต่งใหม่ เนื่องจากนักแต่งเพลงหรือแม่เพลงเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในทางกลอนอยู่แล้วเห็นอะไรก็สามารถว่าออกมาเป็นกลอนคล้องจองกันได้หมด ข้อมูลที่จะเอามาแต่งก็จะเปลี่ยนไปหรือมาใหม่ทุกปี ไม่ว่าจะเป็นความงามของเรือพระ ความน่ารักน่าชังของหญิงสาว หรือเหตุการณ์ความเป็นไปในสังคมเหล่านี้ล้วนทำให้ไม่จำเป็นต้องเอาของเก่ามาเล่นใหม่อีกเพระเพลงใหม่ย่อมจะทันเหตุการณ์กว่า เรียกร้องความสนใจได้มากกว่า แต่อย่างไรก็ตามเหตุผลสำคัญของการเปลี่ยนเพลงเล่นใหม่ในทุกปีนั้นอยู่ที่ความยึดถือกันมาที่ว่าคนที่เอาเพลงเก่ามาเล่นนั้นเป็นคนไร้ความสามารถด้านปัญญา ซึ่งนักแต่งเพลงและแม่เพลงจะยอมไม่ได้อย่างเด็ดขาด

          แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การเปลี่ยนเพลงใหม่ทุกปีเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เกิดเพลงใหม่เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามกาลเวลา และจะดียิ่งขึ้น  ถ้าเพลงเหล่านั้นได้ถูกเก็บรักษาไว้ไม่สูญหายไปตามกาลเวลาดังที่เป็นอยู่ด้วย

          - เนื้อหาของเพลง อาจกล่าวได้ว่า เพลงเรือแหลมโพธิ์เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเน้นไปทางแสดงออกซึ่งศิลปะความงามและสะท้อนภาพสังคม จึงไม่ได้มีเนื้อหาอยู่ในวงจำกัดเฉพาะแต่เรื่อง
การเกี้ยวพาราสี ตัดพ้อต่อว่ากันเท่านั้น เนื้อหาของเพลงเรือจึงอาจแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้คือ ประเภทชมความงามเรือพระ ประเภทเล่าประวัติของการชักพระ ประเภทเชิงชู้ทำนองเกี้ยวพาราสี แทะโลม ตัดพ้อต่อว่า ประเภทสะท้อนภาพสังคม โดยเฉพาะสังคมชาวบ้านในแง่มุมต่างๆ ตั้งแต่เรื่องซุบซิบนินทา เศรษฐกิจไปจนถึงเรื่องตลกขบขันและรวมทั้งเรื่องความเชื่อด้วย เพลงเรือแหลมโพธิ์จึงน่าจะเป็นเพลงลูกทุ่งขนานแท้ทีเดียว

          เพลงเรือแหลมโพธิ์เป็นกลอน 4 เหมือนกลอน 4 โนราหรือกลอน 4 หนังตะลุงต่างกับบ้างตรงสัมผัสส่งสัมผัสรับเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากจะเอากลอนเพลงเรือแหลมโพธิ์มาขับดนราหรือขับหนังตะลุงก็ย่อมทำได้ และทำนองเดียวกัน หากจะเอากลอน 4 โนราหรือกลอน 4 หนังตะลุงมาร้องเป็นเพลงเรือแหลมโพธิ์ก็ย่อมทำได้อย่างแนบเนียนเช่นกัน เพลงเรือที่จริงก็คือกลอน 4 ปกติทั่วไปนั่นเอง เพียงแต่เพลงเรือแหลมโพธิ์นั้นรวบวรรคสดับกับวรรครับของกลอน 4 มาเป็นกลอนแรก 1 กลอน และรวบวรรครองกับวรรคส่งมาเป็นกลอนหลังอีก 1 กลอน เป็นกลอนเพลงเรือแหลมโพธิ์ 1 บท ซึ่งเท่ากับ 2 กลอน ดังนี้

          กลอน 4                                        กลอนเพลงเรือแหลมโพธิ์ 
         สดับ  0 0 0 0   0 0  0  0   รับ  0  0  0  0  0  0  0 0 กลอนแรก

          รอง   0 0 0 0   0 0  0  0   ส่ง  0  0  0  0  0  0  0 0  กลอนหลัง

 

ตัวอย่าง 
          ขึ้นข้อต่อกล่าว             เรื่องสาวแปดสี่             ขึ้นข้อต่อกล่าวเรื่องสาวแปดสี่ 
          แต่งตัวสวยดี               เข้าทีตามยุค                แต่งตัวสวยดีเข้าทีตามยุค

         

          การส่งสัมผัสระหว่างบทก็เช่นเดียวกับกลอน 4 หรือกลอนทั่วไป คือมีตัวส่งตัวรับแต่เมื่อไปเข้ารูปแบบเพลงเรือแหลมโพธิ์แล้ว ทำให้ดูเหมือนว่า กลอนเพลงเรือแหลมโพธิ์นั้นคำท้ายกลอนสัมผัสกันเป็นคู่ๆ แต่ที่จริงแล้วจะมีสัมผัสเหมือนกลอน 4 ทุกประการ ดังนี้

          กลอน 4                                                 กลอนเพลงเรือแหลมโพธิ์ 
          บท 1  สดับ  0  0  0  0   0 0  0  0 กับ   0  0  0  0  0  0  0  0 กลอนแรก 
          รอง            0  0  0  0  0  0  0  0        0  0  0  0  0  0  0 
          บท 2         0  0  0  0  0  0  0  0        0  0  0  0  0  0  0 
                          0  0  0  0  0  0  0  0        0  0  0  0  0  0  0  0

 

          ตัวอย่าง 
          บท 1    ขึ้นข้อต่อกล่าว  เรื่องสาวแปดสี่  ขึ้นข้อต่อกล่าวเรื่องสาวแปดสี่ 
                    แต่งตัวสวยดี     เข้าทีตามยุค      แต่งตัวสวยดีเข้าทีตามยุค 

          บท 2    เดินไปทางไหน   มีแต่เรื่องหนุก    เดินไปทางไหนมีแต่เรื่องหนุก
                    เป็นไปตามยุค   สมัยนิยม         เป็นไปตามยุคสมัยนิยม 
   
          มีข้อที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งในการเริ่มต้นขึ้นเพลงเรือแหลมโพธิ์นั้น คือจะต้องขึ้นต้นด้วยกลอนแรกหรือกลอนหลังก็ได้ ดังตัวอย่างเช่น 
          ตัวอย่าง  ขึ้นต้นด้วยกลอนแรก  จากเพลงชมเรือพระของนายสังข์ ไชยพูล
                              มาถึงลำทรงเรือขององค์พระพุทธ 
                              ยอดเหมือนมงกุฎผุดผ่องต้องตา 
                              ชั้นสบสมทรงเหมือนหงส์ร่อนรา
                              ธงข้างธงม้าล้อมหน้าล้อมหลัง 
                              มีเบาะมีอานม่านแกวกแหวกบัง
                              แลแลเหมือนวังของท้าวเจ้าเมือง
                              ข้างบนระยับประดับเขียวเหลือง
                              แลดูรุ่งเรืองส่งแสงแทงตา 
          ตัวอย่าง  ขึ้นต้นด้วยกลอนหลัง  จากเพลงน้ำเหม็นในคลองของนายวร ชูสกุล

                              เมืองเราฉงนน้ำฝนมีกรด 

                              ทำนาทุกแห่งน้ำแห้งกันหมด

                              น้ำฝนมีกรดปลาเน่าหัวเปื่อย 

                             เหนื่อยทั้งวัวควายหญิงชายก็เหนื่อย

                             ปลาเน่าข้าวเปื่อยผู้เหนื่อยอดกิน

                             น้ำฝนบกพร่องน้ำคลองก็หมิน

 

          รูปแบบเพลงเรือแหลมโพธิ์ดังกล่าวเป็นรูปแบบปกติ แต่บางครั้งก็พบว่ามีวรรคพิเศษนำมาข้างหน้าก่อนเพื่อเสริมความกลอนจริงในเพลง บางเพลงอาจมาทำเช่นนี้กับเฉพาะบางกลอนเท่านั้น แต่บางเพลง อย่างเช่นเพลงสังหรีของนายเชือน แก้วประกอบ มีวรรคพิเศษนี้นำทุกกลอนตลอดเพลง ตัวอย่างเช่น
        (วรรคนำพิเศษ               (กลอนจริงของเพลง) 
        ลากพระหลายปี              ลากมาปีนี้สังหรีต่อยกัน 
        เพราะสูทำกูให้ล้ม            ล้มเห็งสอบต้มคั่วคว่ำเสียครัน 
           ฯลฯ                        ฯลฯ 
         

          สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในรูปแบบของกลอนเพลงเรือแหลมโพธิ์ก็คือ คำรับ กับ คำสั่ง ที่ลูกคู่จะใช้รับใช้ส่งเพลง ทำให้เพลงสนุกขึ้น 
          คำรับ  จะมีความยาวเท่ากับกลอนเพลงวรรคหน้า 1 วรรคหรือ 4 คำ โดยแบ่งเป็น 2 จังหวะๆ ละ 2 คำ แต่ที่จริงโดยทางปฏิบัติแล้วอาจจะเกินจังหวะละ 2 คำก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นต้องเป็นที่ของลูกคู่ที่จะต้องร้องรับคำนั้นไม่ให้เสียจังหวะ ขณะเดียวกันก็ต้องให้ได้รสชาติด้วย ดังตัวอย่างเช่น 
                    งามแล้ว  สวยแล้ว        น้องนั้นแหล้  สาวนั้นแหล้
                    หรอยจ้าน หรอยจ้าน       จริงแล้วแหล้  แน่แล้วนาย

 

          และบางครั้งก็อาจจะเป็น จังหวะหน้า 2 คำ จังหวะหนัง 3 คำ เช่นหายแน่ หายแน่นอนหรือไม่ก็จะมีเสียงกระทุ้งระหว่างวรรคก็ได้เช่นแลต๊ะ อึ๊ น่าหรอยหรืออย่าแค็ก บ่าวเหอ อย่าแค็กคำว่า อึ๊ หรือ บ่าวเหอ ล้วนแต่เป็นเสียงกระทุ้งให้คำรับเผ็ดมันมีรสชาติเข้มข้นทั้งนั้น
    คำรับนั้น ในแต่ละเพลงเมื่อใช้คำใดแล้วก็ต้องใช้คำนั้นจนจบเพลง 
    คำรับจะเป็นตัวกำหนดแนวของเพลงว่าจะไปทางใด บางทีอาจมีความสำคัญพอๆ กับเนื้อเพลงด้วย เพราะถึงเนื้อเพลงจะไปในแนวนั้นๆ แต่ถ้าคำรับไม่สอดคล้องก็จะปลุกอารมณ์ทั้งผู้เล่นและผู้ฟังไม่ได้ ดังจะแยกให้เห็นประเภทของคำรับดังนี้คือ 
    (1)  ประเภททีเล่นทีจริง สนุก : น้องนั่นแหล้ สาวนั่นแหล้ (น้องนั่นแหละ สาวนั่นแหละ)
                                        ได้เล่า  ได้เล่า  (ได้อีก  ได้อีก) 
                                        ทิ่มกันมั่ง  แทงกันมั่ง 
                                        แลต๊ะ  อึ๊  น่าหรอย  (ดูซิ ฮึ น่าหร่อย) 

    (2)  ประเภทชมความงาม  (อย่างจริงใจ) 
                                        :  งามแล้ว  สวยแล้ว
                                        :  ดังจริง  ดังจริงจริง 
                                        เออโถก เออโถก  (เออถูก เออถูก) 
                                        จริงแล้วแหล้  แน่แล้วาย 
                                        กูเสียใจ อึ๊ กูก็เสียใจ 

    (3)  ประเภทสนับสนุน          :  ดังจริง ดังจริงจริง
                                        เออโถก  เออโถก  (เออถูก  เออถูก) 
                                        จริงแล้วแหล้  แน่แล้วนาย 
                                        กูเสียใจ อึ๊ กูก็เสียใจ 
    (4)  ประเภทถาม                :  โถกม่ายน้อง จริงม่ายน้อง
                                        จริงเฮอ  เออแหล้  (จริงรึ  เออซิ) 
    (5)  ประเภทต่อว่า เสียดสี      :  อย่าแค็ก บ่าวเหอ  อย่าแค็ก
                                        (อย่าซ่า หนุ่มเอ๋ย อย่าซ่า) 
                                        ข้าวกะแพง เคยกะแพง 
                                        (ข้าวก็แพง กะปิก็แพง)

         

          จากการศึกษาเพลงเรือแหลมโพธิ์ทั้งหมดเท่าที่เก็บได้ในขณะนี้จำนวน 55 เพลงพบว่ามีเพลงที่ไม่ได้คำรับมา 4 เพลง มีคำรับ 51 เพลง คำรับทั้งหมด (ที่ไม่ซ้ำกัน) รวม 43 คำ คำรับที่ใช้มากที่สุดคือน้องนั่นแหล้ สาวนั่นแหล้ จำนวน 5 เพลงงามแล้ว สวยแล้วกับเออโถกอย่างละ 3 เพลง
          คำส่ง เป็นคำที่ใช้ส่งเพลง มีความยาวเท่ากับครึ่งวรรค หรือครึ่งของคำรับหรือ 2 คำ ใช้ประสมกับเพลง 2 คำหลังของวรรคหน้า มักลงท้ายด้วยคำว่าเหอ” (เอ๋ย) และมักใช้คู่คำต่อไปนี้คือเพื่อนเหอ”  “น้องเหอและพี่เหอใช้คู่คำอื่นก็ได้แต่นิยมใช้คู่ 3 คำนี้มากที่สุด คำส่งนี้ ในเพลงเดียวกันอาจเปลี่ยนกันใช้ได้แล้วแต่เสียงนำลูกคู่จะนำอย่างไร

ผู้เล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์ 

          ผู้เล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์คณะหนึ่งๆ อาจเล่นได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ แม่เพลงกับลูกคู่

          แม่เพลง  คือผู้บอกกลอนมีหน้าที่ร้องกลอนนำให้ลูกคู่ร้องรับตาม แต่ก่อนนี้เคยใช้คำว่าหัวเพลง” ปัจจุบันไม่ค่อยพบใช้ แม่เพลงส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย ทั้งนี้เพราะผู้หญิงมีความละอายมากกว่าผู้ชายโดยธรรมชาติและโดยประเพณีนิยมที่ไม่ส่งเสริมให้ผู้หญิงแสดงออกในที่สาธารณะแบบนั้น หรืออีกประการหนึ่ง ผู้ชายได้มีโอกาสบวชเรียน ได้รู้ขนบประเพณี ภาษามากกว่าผู้หญิงก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็ยังคงเรียกว่าแม่เพลงเหมือนกันทั้งนั้น แม่เพลงจะต้องมีคุณสมบัติที่เป็นนักกลอน คือมีความจำดี รักสนุก ความคิดเฉียบคมปฏิภาณว่องไวต่อสิ่งกระทบ มีความรู้ ประสบการณ์กว้างขวาง สนใจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมรอบด้าน โดยเฉพาะสังคมที่ตนเองเป็นส่วนหนึ่งอยู่ แม่เพลงจำนวนไม่น้อยจึงเป็นนักแต่งเพลงด้วย

          ลูกคู่  คือ ผู้ร้องรับตามแม่เพลง คอยจังหวะ คอยกระทุ้งกระแทกเสียงให้เพลงได้จังหวะพอเหมาะ ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมกันทั้งแม่เพลง ลูกคู่และผู้ฟังอื่นๆ การที่ลูกคู่คอยทำให้เกิดอารมณ์ร่วมกันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แม่เพลงบอกกลอนได้ลื่นไหลดี ลูกคู่ไม่จำเป็นต้องว่ากลอนได้ แต่ต้องรู้ว่าจะรับกลอนอย่างไร เช่นบางทีแม่เพลงว่ากลอนเกินคำ ลูกคู่ต้องรู้ว่าจะตัดคำที่เกินตรงไหนจึงจะทำให้รับได้จังหวะพอดีได้ความกระจ่างชัดอย่างรวดเร็วเป็นอัตโนมัติ บางทีลูกคู่ก็ต้องสามารถแก้เหตุการณ์เฉพาะหน้าให้แม่เพลงได้เมื่อแม่เพลงติดกลอน อาจจะโดยร้องรับเพลงตอนส่งซ้ำเพื่อไม่ให้กลอนขาดเสียจังหวะ ให้เวลาจนแม่เพลงขึ้นเพลงกลอนต่อไปได้ ทั้งหมดล้วนแต่ลูกคู่จะต้องสร้างสมประสบการณ์เอาเองทั้งสิ้น 

          เพลงเรือคณะหนึ่งอาจมีผู้เล่นจำนวนมากเท่าจำนวนฝีพายเรือยาวที่พายไปนั่นเอง เรือยาวบางลำอาจมีฝีพายถึง 25 คน นั่นก็หมายความว่าเพลงเรือแหลมโพธิ์คณะนั้นอาจมีถึง 25 คนได้

วิธีเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์ 

          การเริ่มเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์นั้น บางทีก็จะตั้ง “อีโหย้” 3 ครั้งก่อนแล้วเริ่มเล่น แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ตั้งอีโหย้เลย เพลงเรือแหลมโพธิ์ไม่มีทำนอง การร้องก็คือการว่ากลอนสามสำเนียงพูดภาษาถิ่น การร้องนั้นร้องทีละกลอนตามลำดับ กลอนหนึ่งๆ จะทยอย ต้องรับ-ส่งกันถึง 3 เที่ยวเป็นปกติ คือ

          เที่ยวที่ 1 เป็นเที่ยวร้อง-รับ  เป็นเที่ยวที่แม่เพลงต้องบอกเพลงให้จบทั้งกลอน  ก่อนบอกเพลงแม่เพลงต้องบอกให้ลูกคู่รู้ทั่วกันเสียก่อนว่าเพลงนี้จะรับอย่างไร เช่นเพลงนี้จะต้องรับด้วย “งามแล้ว สวยแล้ว” เมื่อแม่เพลงร้องจบกลอน ลูกคู่ก็จะรับกลอนพร้อมกันทันทีโดยตัดกลอนวรรคหน้า 4 คำออก ร้องคำรับแทนกลอนวรรคหน้า 4 คำที่ตัดไป แล้วตามด้วยกลอนวรรคหลัง เป็น
การร้องรับของแม่เพลงและลูกคู่เที่ยวที่
 1 ดังตัวอย่าง แม่เพลงจะเริ่มร้องด้วยกลอนที่ว่า “ขึ้นข้อต่อกล่าว  เรื่อสาวสมัย” คำรับว่า “งามแล้ว สวยแล้ว” แม่เพลงและลูกคู่ก็จะร้องและรับกันดังนี้

                   แม่เพลง   :       ขึ้นข้อต่อกล่าว เรื่องสาวสมัย

                   ลูกคู่        :       งามแล้ว   สวยแล้ว เรื่องสาวสมัย

 

          เที่ยวที่ 2 เป็นเที่ยวรอง  เที่ยวนี้แม่เพลงกับลูกคู่จะแบ่งเพลงในกลอนที่ว่า  “ขึ้นข้อต่อกล่าวเรื่องสาวสมัย”  ร้องกันคนละวรรค  โดยแม่เพลงร้องวรรคหน้าก่อนแล้วลูกคู่จะร้องวรรคกลังตามติดทันที  ดังนี้แม่เพลง     :             ขึ้นข้อต่อกล่าว

                   ลูกคู่  :            เรื่องสาวสมัย

 

          เที่ยวที่ 3 เป็นเที่ยวส่ง แม่เพลงจะต้องแบ่งเพลงวรรคหน้าที่ร้องในเที่ยว 2 เป็น 2 จังหวะ

(จังหวะละ 2 คำ) แล้วแทนที่จังหวะแรก  ( 2  คำ )  ด้วยคำส่ง  ซึ่งอาจจะเป็น  “เพื่อนเหอ”   “น้องเหอ”   หรือ   “พี่เหอ” แล้วตามด้วยกลอนจังหวะหลัง  (2  คำ)  ลูกคู่ก็จะร้องกลอนวรรคหลังเช่นเดียวกับที่ร้องในเที่ยวที่  2  ตามติดทันที  ดังนี้

                   แม่เพลง     :     เพื่อนเหอต่อกล่าว
                     ลูกคู่         :     เรื่องสาวสมัย
          เมื่อแม่เพลงกับลูกคู่ร้องรับ-ส่งกันครบ 3  เที่ยว ก็ถือว่าร้องเพลงเรือแหลมโพธิ์จบไป1 กลอน แม่เพลงก็จะขึ้นกลอนต่อไป ดังจะยกตัวอย่างการเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์ตอนหนึ่งในเพลง “ชมเรือพระ”  ซึ่งมีเนื้อร้องดังนี้
                                กลอนที่        1  มาถึงลำทรงเรือขององค์พระพุทธ 
                                                 2  ยอดเหมือนมงกุฎผุดผ่องต้องตา 
                                                 3  ชั้นสบสมทรงเหมือนหงส์ร่อนรา 
                                                 4  ธงช้างธงม้าล้อมหน้าล้อมหลัง 
                                                 5  มีเบาะมีอานม่านแกวกแหวกบัง 
                                                 6  แลแลเหมือนวังของท้าวเจ้าเมือง 
                                                                                ฯลฯ

          เพลงนี้มีคำรับว่า  “งามแล้ว  สวยแล้ว”  ซึ่งแม่เพลงและลูกคู่จะร้องรับ-ส่งกันดังนี้
กลอนที่  1                  แม่เพลง           :         มาถึงลำทรงเรือขององค์พระพุทธ
                                ลูกคู่              :          งามแล้ว  สวยแล้ว  ขององค์พระพุทธ
                                แม่เพลง          :          มาถึงลำทรง
                                ลูกคู่              :          ขององค์พระพุทธ
                                แม่เพลง          :          เพื่อนเหอ  ลำทรง
                                ลูกคู่              :          ขององค์พระพุทธ
กลอนที่  2                  แม่เพลง           :          ยอดเหมือนมงกฏ  ผุดผ่องต้องตา
                                ลูกคู่              :          งามแล้ว  สวยแล้ว  ผุดผ่องต้องตา
                                แม่เพลง          :          ยอดเหมือนมงกฏ
                                ลูกคู่              :          ผุดผ่องต้องตา
                                แม่เพลง          :          เพื่อนเหอ  มงกฎ
                                ลูกคู่              :          ผุดผ่องต้องตา
กลอนที่  3                  แม่เพลง           :          ชั้นสบสมทรง  เหมือนหงส์ร่อนรา
                                ลูกคู่              :          งามแล้ว  สวยแล้ว  เหมือนหงส์ร่อนรา
                                แม่เพลง          :          ชั้นสบสมทรง
                                ลูกคู่               :         เหมือนหงส์ร่อนรา
                                แม่เพลง          :          เพื่อนเหอ  สมทรง
                                ลูกคู่               :          เหมือนหงส์ร่อนรา
กลอนที่  4                  แม่เพลง           :          ธงช้างธงม้า  ล้อมหน้าล้อมหลัง
                                ลูกคู่               :          งามแล้ว  สวยแล้ว  ล้อมหน้าล้อมหลัง
                                แม่เพลง          :          ธงช้างธงม้า
                                ลูกคู่               :          ล้อมหน้าล้อมหลัง
                                แม่เพลง          :          เพื่อนเหอ  ธงม้า
                                ลูกคู่               :          ล้อมหน้าล้อมหลัง
กลอนที่  5                  แม่เพลง           :          มีเบาะมีอาน  ม่านแกวกแหวกบัง
                                ลูกคู่               :          งามแล้ว  สวยแล้ว  ม่านแกวกแหวกบัง
                                แม่เพลง          :          มีเบาะมีอาน
                                ลูกคู่               :          ม่านแกวกแหวกบัง
                                แม่เพลง          :          เพื่อนเหอ  มีอาน
                                ลูกคู่               :          ม่านแกวกแหวกบัง
กลอนที่  6                  แม่เพลง           :          แลแลเหมือนวัง  ขอท้าวเจ้าเมือง
                                ลูกคู่               :          งามแล้ว  สวยแล้ว  ของท้าวเจ้าเมือง
                                แม่เพลง          :          แลแลเหมือนวัง
                                ลูกคู่               :          ของท้าวเจ้าเมือง
                                แม่เพลง          :          เพื่อนเหอ  เหมือนวัง
                                ลูกคู่               :          ของท้าวเจ้าเมือง
                                                                         ฯลฯ

          อนึ่ง  ในการร้องเที่ยวรองกับเที่ยวส่งนั้น  บางทีในบรรดาลูกคู่ทั้งหมด  อาจมีใครสักคนหนึ่งที่อาจมีอารมณ์ร่วมสูงทำตัวเป็นผู้นำลูกคู่  รับหน้าที่แทนแม่เพลง  หรือเป็นต้นเสียงร่วมกับแม่เพลงใน  2  เที่ยวหลังนี้ก็ได้  เช่น 
                เที่ยวรับ     แม่เพลง           :          แลแลเหมือนวังขอท้าวเจ้าเมือง
                                  ลูกคู่             :          งามแล้ว  สวยแล้ว  ของท้าวเจ้าเมือง
                                  ผู้นำลูกคู่       :          แลแลเหมือนวัง
                                  ลูกคู่             :          ของท้าวเจ้าเมือง
                                 ผู้นำลูกคู่        :          เพื่อนเหอเหมือนวัง
                                 ลูกคู่              :          ของท้าวเจ้าเมือง

          การเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์นั้นเมื่อเล่นจบเพลงก็จะวนมาเริ่มต้นใหม่ได้  เล่นจนกระทั่งเหน็ดเหนื่อยหยุดกันไปเอง  บางเพลงที่แต่งไว้ตั้งใจให้จบแค่นั้นก็จะลงเพลงกลอนสุดท้ายด้วย อีโหย้เพื่อให้ลูกคู่รับ  “ฮิ้ว”  หรือ  “เฮ้ว”  พร้อมกัน  แสดงว่าจบ  ดังเพลง  “ชมสาว”  ของนายเชือน แก้วประกอบ  ที่ว่า
                                แม่เพลง          :         พวกเราพร้อมพรู  ตั้งอีโหย้  โอโหว่าโอ
                                ลูกคู่              :         เฮ้ว
                                แม่เพลง          :         โอโหว่าโอ
                                ลูกคู่              :         เฮ้ว
                                แม่เพลง          :         โอโหว่าโอ
                                ลูกคู่              :         เฮ้ว  

ธรรมเนียมนิยมในการเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์
          ในการเริ่มต้นเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์  มีธรรมเนียมนิยมอย่างหนึ่งคือ  การขึ้นต้นกลอนแรกของเพลงต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า  “ขึ้นข้อ....”  ในความว่า  “ขึ้นข้อต่อกล่าว”  ซึ่งพบมากที่สุด  เช่น
                                ขึ้นข้อต่อกล่าวเรื่องราวลากพระ             (เพลงกล่อมเรือลากพระ) 
                                ขึ้นข้อต่อกล่าวเรื่องสาวสมัย                  (เพลงสาวสมัย) 
                                ขึ้นข้อต่อกล่าวเรื่องเท้าแก้แลน              (เพลงเท้าแก้แลน) 
                                                   ฯลฯ                                  ฯลฯ

                คำขึ้นต้นด้วย  “ขึ้นข้อ....”  อย่างอื่นก็ยังมีอีก  เช่น  “ขึ้นข้ออธิบาย”  และ  “ขึ้นข้อต่อไป”  เป็นต้น  และมีบ้างที่ขึ้นต้นด้วยถ้อยความอื่นที่มีความหมายทำนอง  “ขึ้นข้อ....”  คือคำว่า  “ยกข้อ....”  ซึ่งก็ได้แก่

                                ยกข้อต่อกล่าวไอ้สาวขายหม้อ                          (เพลงสาวขายหม้อ) 
                                ยกข้อขึ้นข้อถึงหมอเมืองนอก                           (เพลงฉีดยา) 
                                ยกข้อต่อกลอนเป็นสุนทรเพลงยาว (เพลงชมสาว) 
                                ยกข้อตั้งข้อขอนาระพัน                                  (เพลงพันทอง) 
                                                  ฯลฯ                                      ฯลฯ

          อย่างไรก็ตาม  การขึ้นต้นวรรคแรกด้วยคำดังกล่าวมาแล้วก็ไม่ใช่เป็นเรื่องเคร่งครัดเป็นแต่เพียงเป็นสิ่งที่พึงสังเกตไว้เท่านั้น  เพลงส่วนใหญ่ที่ขึ้นต้นด้วยความอย่างอื่นตามใจผู้แต่งเพลงมีเป็นอันมาก และอีกประการหนึ่ง  ในการศึกษาเพลงเรือแหลมโพธิ์ จากแม่เพลงหมู่ที่ 3 ตำบลแม่ทอม  พบว่าเพลงของนายไข่  สุขสวัสดิ์  แม่เพลงต้องตั้ง “อีโหย้” 3  ครั้ง  คือ  “โห่  3  ลา” ก่อนที่จะเริ่มต้นเพลง ซึ่งลูกคู่จะรับว่า  ฮิ้ว  ดังนี้
                                “อีโหย้........................”    (ลูกคู่รับ)     “ฮิ้ว
                                “อีโหย้........................”    (ลูกคู่รับ)     “ฮิ้ว
                                “อีโหย้.........................”    (ลูกคู่รับ)    “ฮิ้ว

                ในขณะที่เพลงของนายบุญสุข  ช่วยชูสกุล  และแม่เพลงจากหมู่ที่  3  บ้านแหลมโพธิ์  ตำบลคูเต่า  นายเชือน  แก้วประกอบ  และนายพัน  โสภิกุล  ใช้  “อีโหย้”  ต่อเมื่อจบเพลงเท่านั้น  ดังนั้นเพลงกล่อมสาว ของนายบุญสุข  ช่วยชูสกุล  ที่จบลงว่า
                                “อีโหย้..........................”    (ลูกคู่รับ)     “ฮิ้ว”     (  3  ครั้ง   )

อย่างไรก็ตาม  เรื่องการตั้ง  “อีโหย้”  ไม่ว่าตอนเริ่มเพลเรือจบเพลงก็ไม่ใช่เรื่องเคร่งครัดเช่นเดียวกัน

สาระของเพลงเรือแหลมโพธิ์

          เพลงเรือแหลมโพธิ์จัดเป็นเพลงพื้นบ้านของจังหวัดสงขลา ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว มีพื้นที่การเล่นอยู่บริเวณรอบลุ่มทะเลสาบสงขลามานับร้อยปี เพลงเรือแหลมโพธิ์ปกติจะมีเนื้อหาที่บันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม โดยเฉพาะสังคมท้องถิ่นเอาไว้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ทั้งข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ทัศนะ และอารมณ์ขัน ทำให้มองเห็นภาพชีวิตของชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมพื้นบ้านชนิดนี้ได้ดีศูนย์กลางการเล่นอยู่ที่บริเวณแหลมโพธิ์ ซึ่งเป็นแหลมเล็กๆ ยื่นลงไปในทะเลสาบสงขลา พื้นที่ประมาณ 5 ไร่ อยู่ทางตอนเหนือของหมู่ที่ 3 บ้านแหลมโพธิ์ ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นเพลงที่พวกฝีพายเรือยาวร้องเล่นในเรือร่วมกับประเพณีชักพระ เพื่อชักลากเรือบุษบกพระไปสู่จุดหมายในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 

          ปัจจุบันเพลงเรือแหลมโพธิ์ปรับประยุกต์มาเป็นเพลงร้องบนบก โดยเป็นหลักสูตรท้องถิ่นของนักเรียนโรงเรียนบางกลำรัชมังคลาภิเษกมีอาจารย์นวลศรี ถนอมศรีมงคล ผู้รู้เพลงเรือเป็นผู้สอน 
 ผู้สูงอายุในท้องถิ่นเล่าว่า ชุมชนที่ชักพระมายังแหลมโพธิ์เท่าที่เคยมีมาในเขตอำเภอหาดใหญ่ ได้แก่ บางโหนด หัวควาย ท่าแซ คลองแห บ้านหาร บางนก บางกล่ำ คูเต่า แม่ทอม ท่านางหอม ท่าเมรุ บางทิง บางหยี โคกขี้เหล็ก ( เพลงเรือแหลมโพธิ์
http://www.klonghaecity.org/index. php?

module ) 
          1. เป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น
          2. ทราบประวัติและศิลปะการตกแต่งเรือพระ
          3. ทราบประเพณีการแต่งกายของชาวบ้านโพธิ์ในอดีต
          4. ทราบสภาพทางสังคมท้องถิ่นในเรื่องชีวิตประจำวันความเชื่อทางไสยศาสตร์และทางเศรษฐกิจ

 

เอกสารอ้างอิง
แข่งเรือยาว. http://www.khlong-u-taphao.com/index.php?file=newsletter&show=newsletter/vol6/cover_story.
ใต้...หรอย มีลุย : บอกเล่าเรื่องราว ความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของภาคใต้. 2547.

          กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง.
ประทุม ชุ่มเพ็งพันธ์. 2548. ศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ : ว่าด้วย ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี

          ศิลปะ ภาษา วัฒนธรรม ประเพณีพื้นบ้าน. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น.
เพลงเรือ. 
http://www.student.chula.ac.th/~49467529/boat.htm  

เพลงเรือลดอุบัติเหตุ. 2549.   http://www.khlong-u-taphao.com/newsletter.php?file=vol11/know   
สนิท บุญฤทธิ์. 2532. เพลงเรือแหลมโพธิ์ จังหวัดสงขลา. พิมพ์ครั้งที่ 2. สงขลา : ฝ่ายศึกษาค้นคว้า

          และวิจัยวัฒนธรรม ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม วิทยาลัยครูสงขลา.

http://download.clib.psu.ac.th/datawebclib/exhonline/plangerue/page9.html