การละเล่นพื้นบ้านภาคใต้

เพลงนา

รายละเอียดการละเล่น

การละเล่นพื้นบ้านภาคใต้ : เพลงนา

 

          เพลงนาเป็นเพลงพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของจังหวัดชุมพร จนมีสำนวนว่า “มวยไชยา เพลงนาชุมพร” นิยมร้องเล่นกันมากแถวตำบลหากพันไกร ตำบลวังไผ่ ตำบลนะชะอัง ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร, ตำบลนากะตาม อำเภอท่าแซะ และมีเล่นบ้านแถวอำเภอปะทิว และอำเภอสวี

 

ประวัติความเป็นมา

          เพลงนาเกิดขึ้นเมื่อไรไม่มีหลักฐาน แต่เป็นเพลงที่เก่าแก่ชนิดหนึ่ง ได้รับความนิยมมากในช่วง 60-30 ปีที่ผ่านมา เข้าใจว่าเกิดจากการลงแขกเกี่ยวข้าว ธรรมเนียมของจังหวัดชุมพรเวลาเกี่ยวข้าวจะแยกชายหญิงกันคนละพวก เรียกว่า “หญิงปละ ชายปละ” ฝ่ายชายโดยนิสัยแล้วชอบเกี้ยวผู้หญิง ใครชอบใครก็ว่ากลอนเกี้ยวไปเป็นนัยๆ ฝ่ายหญิงเมื่อรู้ตัวจึงร้องตอบโต้ เพื่อนฝูงที่เกี่ยวข้องด้วยกันก็ช่วยรับช่วยเสริม จนพัฒนาเป็นเพลงซึ่งใช้ร้องผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยในขณะทำงาน ต่อมาเมื่อเกิดแม่เพลงที่มีฝีปากขึ้นหลายๆ คน จึงจัดให้ร้องเล่นกันไม่จำกัดสถานที่และโอกาส เพลงนาจึงกลายมาเป็นมหรสพไปด้วย

 

องค์ประกอบในการเล่น

          1. คณะเพลงนา ประกอบด้วยแม่เพลงฝ่ายละ 1 คน เรียกว่า “แม่คู่” และผู้ร้องรับหรือร้องเสริม 1 คน เรียกว่า “ท้ายไฟ”

          2. ดนตรี ไม่มี

          3. โอกาสที่เล่น เล่นในขณะที่กำลังเกี่ยวข้าว และในงานต่างๆ ไม่จำกัดโอกาส เช่น งานแต่งงาน งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ งานศพ เป็นต้น

          4. สถานที่เล่น เล่นในนา ส่วนในงานอื่น ก็ไม่ต้องปลูกโรงสำหรับเล่น

          5. กลอนและการร้องกลอน เพลงนาเล่นกลอนได้หลายแบบ การร้องและรับแต่ละแบบต่างกันออกไป เช่น

 

          แบบที่ 1

          1. ตัวอย่างกลอน

          ถ้าน้องเป็นกากีตัวพี่จะเป็นคนธรรพ์         พี่จะแปลงให้เป็นไรเข้าไปแทรกในขนพญาสุบรรณ พอไป     พบเนื้อเย็นพี่จะกลายเป็นคนธรรพ์

          ออ...ออกดอกเรียงรัน                         เพ็ทยาธรคนธรรพ์มาเก็บดอกหล่นหล่น   

ถึงตัวพี่ชายก็อยากได้สักคน  

 

          2. วิธีร้องและรับ

(แม่เพลง)         ถ้าน้องเป็นกากี     แหละนะสุดใจเอย

(ท้ายไฟ)          ตัวพี่จะเป็นคนธรรพ์

(แม่เพลง)         พี่จะแปลงให้เป็นไร

(ท้ายไฟ)          เข้าแทรกในขนพญาสุบรรณ

(แม่เพลง)         พบไปพบเนื้อเย็น     แหละนะสุดใจเอย

(ท้ายไฟ)          พี่จะกลายเป็นคนธรรพ์     นะน้องหนา

(แม่เพลง)         ออ...น้องหนา     ออกดอกเรียงรัน     เพ็ทยาธรคนธรรพ์     มาเก็บดอกหล่นหล่น                ถึงตัวพี่ชายก็อยากได้สักคน

(พร้อมกัน)        ออ...อยากได้สักคน     จริงเล่าแหละนะน้องเหอ

                   จริงจริงแหละนะสาวเหอ     เอ้อเอิ้งเหอ

 

          แบบที่ 2

          1.ตัวอย่างกลอน

                    ยอไหว้ยอไหว้ลูกจะยอไหว้เจ้าของนา        บรรดาศักดิ์สิทธิ์ลูกจะไหว้ทั่วทิศา

          วันนี้กล่าวพร่องลูกจะร้องเพลงนา

                   ทิศเหนือลูกไหว้ไปจดชุมพร                   หัวนอนลูกจะไหว้ไปจดสงขลา

          อย่าให้เจ็บปวดท้องลูกจะร้องเพลงนา

 

          2. วิธีร้องและรับ

(แม่เพลง)         ยอไหว้ยอไหว้ลูกจะยอไหว้เจ้าของนา        บรรดาศักดิ์สิทธิ์ลูกจะไหว้ทุกทิศา

                   วันนี้กล่าวพร้องลูกจะร้องเพลงนา

(ท้ายไฟ)          สาระแท้                                       รักจริงแน่แหละแม่ทองบุปผา

                   วันนี้กล่าวพร้องลูกจะร้องเพลงนา

(แม่เพลง)         ทิศเหนือลูกไหว้ไปจดชุมพร                   หัวนอนลูกไหว้ไปจดสงขลา

                   อย่าให้เจ็บหัวปวดท้องลูกจะร้องเพลงนา

(ท้ายไฟ)          สาระแท้สาระแท้                              รักจริงแน่แหละแม่ทองบุปผา

                   อย่าให้เจ็บปวดท้องลูกจะร้องเพลงนา

 

          แบบที่ 3

          1. ตัวอย่างกลอน

                    จะดูไหนวิไลนั่น            พี่ดูสารพันไม่ขัดขวาง

          น้องแขวนสร้อยเหลืองเพชรงามเหมือนสมเด็จย่านาง

                   ออ...เมื่อจะเดินจะย่างงามไปสิ้น     เหมือนหงส์ทองล่อนบินก็ไม่ขัดขวาง

          ช่างงามบริสุทธิ์     เหมือนพระพุทธคยางค์

                   สองกรอ้อนแอ้นดั่งงวงคชวัน        ดูพักตร์จอมขวัญเหมือนจันทร์กระจ่าง

          2. วิธีร้องและรับ

(แม่เพลง)         จะดูไหนวิไลนั่น                      พี่ดูสารพันไม่ขัดขวาง

          น้องแขวนสร้อยเหลืองเพชรงามเหมือนสมเด็จย่านาง

(ท้ายไฟ)          โอ้ จา เอย เมื่อจะเดินจะย่างงามไปสิ้น     เหมือนหงส์ทองล่องบินก็ไม่ขัดขวาง

          ช่างงามบริสุทธิ์     เหมือนพระพุทธคยางค์

(แม่เพลง)         โอ้ จา เอย สองกรอ้อนแอ้นดั่งงวงคชวัน     ดูพักตร์จอมขวัญเหมือนจันทร์กระจ่าง

(ท้ายไฟ)          โอ้ จา เอย เหมือนจันทร์กระจ่าง

(พร้อมกัน)        ออ จริงแหละ เอย     ออ จริงแหละ เอย

 

อุปกรณ์และวิธีการเล่น

          ในการเล่นเพลงนาใช้ผู้เล่น 1 คู่ ถ้าจะมีมากกว่านี้ก็ต้องเป็นจำนวนคู่แต่ที่นิยมกันมักไม่เกิน 2 คู่ แต่ละคู่จะมีแม่เพลงคนหนึ่งทำหน้าที่ร้องนำ เรียกว่า “แม่คู่” มีผู้รับหรือ “ทอย” คนหนึ่งเรียกว่า “ท้ายไฟ” ถ้าผู้เล่นมีคู่เดียว บทที่ร้องมักเป็นบทชมบทเกี้ยวและบอกกล่าวเรื่องราวต่างๆ แต่ถ้าเล่น 2 คู่ มักจะเป็น “กลอนรบ” หรือ บท “ฉะฟัน” คือร้องเพลงโต้ตอบกัน โดยต่างฝ่ายต่างหยิบยกเอาปมด้อยของฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาว่าและว่ากันอย่างเจ็บ แสบ การร้องโต้ตอบนี้ท้ายไฟของฝ่ายใดก็จะทำหน้าที่รับทอยของฝ่ายนั้น

          การเล่นเพลงนาจะเล่นกันเป็นกลอนสดหรือกลอนปฏิภาณ ผู้เล่นจะต้องมีสติปัญญาและไหวพริบดี การเล่นไม่มีดนตรีใดๆ ประกอบ ลักษณะบทกลอนที่ใช้เป็นกลอนสิบคือวรรคหนึ่งๆ นิยมบรรจุให้ได้ 10 คำ แต่อาจยืดหยุ่นเป็น 8-11 คำก็ได้ กลอนเพลงนาจะบังคับคณะ โดยให้กลอนสามวรรคเป็น “หนึ่งลง” กลอนหกลงเป็น “หนึ่งลาง” คือจบ 1 กระทู้ เว้นแต่บทไหว้พระ ซึ่งจะจบเพียงสามลงเท่านั้น คือไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สำหรับลักษณะบังคับสัมผัสเขียนเป็นแบบบังคับได้ดังนี้

(ลงที่ 1) 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 (เสียงสูง)
0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 (เสียงต่ำ)
(ลงที่ 2) 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 (เสียงสูง)
0 0 0 0 0 0 0 0 0 0
(ลงที่ 3) 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 (เสียงสูง)
0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 (เสียงต่ำ)
(ลงที่ 4) ฯลฯ

ตัวอย่างบทร้องเกี้ยวชมสาว
          บรรดาหญิงสาวสาวมาเก็บเกี่ยวข้าวนานี้ สาวคนโน้นอยู่ดีผิวฉวีสดใส
          ขาวตลอดมือตีนเหมือนพ่อจีนแม่ไทย
          แม่หญิงสาวขาวสวยที่มาทั้งไกลแค่ น้องคนโน้นสวยแท้พี่เหลียวแลตะลึงไหล
          ตาต่อตามองกันเกิดสัมพันธ์ถึงใจ
          ผิวเนื้อสาวขาวแล้วยังไม่แคล้วทาแป้ง สวยแล้วยังชั่งแต่งต้องตามแบบสมัย
          บรรดาสาวชาวนาน้องสวยกว่าใครใคร

          ฯลฯ

          สำหรับการรับทอยของท้ายไฟ เมื่อแม่คู่ร้องส่งกลอนวรรคที่ 1 จบแล้วท้ายไฟก็จะรับทอย โดยร้องซ้ำวรรคแรกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้แม่คู่คิดผูกกลอนวรรคที่ 2 และที่ 3 ต่อไป และการรับทอยก็จะรับเพียงวรรคที่ 1 เพียงวรรคเดียวเท่านั้น

 

ขนบนิยมในการเล่น

          เดิมการร้องเพลงนาร้องเล่นกันในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เป็นทำนองเกี้ยว แต่ในปัจจุบันร้องเล่นในงานต่างๆ เช่น สงกรานต์ บวชนาค ขึ้นบ้านใหม่ ปีใหม่ งานแต่งงานและงานศพ

          การเล่นเพลงนามีทั้งที่เล่นร้องเดี่ยวและร้องตอบโต้กัน การเล่นเดี่ยวมักจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการชม (เช่น ชมนก ชมไม้ ชมสาวขณะเกี่ยวข้าว) การหยอกล้อหรือเสียดสีสังคม การอวยพร (เช่น อวยพรวันขึ้นบ้านใหม่ และงานมงคลต่างๆ ) การบอกกล่าวและโฆษณา (เช่นเดียวกับเพลงบอก) เป็นต้น ส่วนการร้องโต้กันนั้นจะเริ่มด้วยการไหว้ครู แล้วเล่น “กลอนรบ” หรือ “บทฉะพัน” โดยต่างฝ่ายต่างหยิบยกเอาปมด้อยของฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาว่าหยอกเย้ากัน และบางทีก็ว่ากันอย่างเจ็บแสบ ดังตัวอย่างการร้องโต้กันระหว่างนายบุญจันทร์กับนายนับ แห่งอำเภอเมืองชุมพรว่า

          “(บุญจันทร์)     บอกกันอย่างเปิดอกอายุสิบหกสิบเจ็ด        อยู่หมู่ที่สิบเอ็ดบ้านเลขที่สิบห้า

                   ต. บางสึก อ.เมือง ชอบแต่เรื่องเพลงนา

          (นับ)              นับอยู่แถวหนองใหญ่ชั่วเสียงไก่โต้งขัน  อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับบ่าวจันทร์

                   เชษฐา     มันรกบ้างเตียนบ้างตามหนทางไปมา

          (บุญจันทร์)       สำหรับนับน้องบ่าวอดของคาวไม่ได้          ริดสีดวงลำไส้จันทร์มิใช่มุสา

                   ทางหากินมันคล่องบ้านไกลหนองไม่กี่วา

          (นับ)              มนุษย์ทุกชีวิตมีขุดริดทั้งนั้น                   สำหรับบ่าวบุญจันทร์แกรักฉัน

                   หนักหนา     มักไปเยี่ยมบ่อยครับเพราะบ้านนับมีปลา

          (บุญจันทร์)       กระดูกหรือกระดี่มันก็มีทุกหนอง             แต่บ้านนับหนุ่มน้องใครจะร้อง

                   เรียกหา     แม้กะไหลขุนริดเพื่อนก็วิดหามา

          (นับ)              อาจารย์ชอบเราต้องช่วยหามาด้วยนับถือ    คนเขาลือเขาเล่าว่าบ่าวจันทร์                เชษฐา     ถ้าวันไหนหมดดาวไม่นั่งฉาวเพลงนา (สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม            6)

 

คุณค่า

          เพลงนาเป็นเพลงพื้นเมืองของจังหวัดชุมพร ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในเชิงภาษาและมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สร้าง ชื่อเสียงให้กับจังหวัดชุมพรมานานนับร้อยปี

 

ข้อสังเกตบางประการ

          ในอดีตเพลงนาได้รับความนิยมมากในจังหวัดชุมพร แต่ปัจจุบันเกือบจะเลิกเล่นโดยสิ้นเชิง ในหมู่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ของจังหวัดชุมพร น้อยคนนักที่จะเคยได้ยินเพลงชนิดนี้ จึงคาดการณ์ว่าเพลงนาคงจะสูญสิ้นไปกับคนรุ่นปู่ในปัจจุบัน